คนต่างรุ่นในสังคมสูงวัย
ในสมัยที่ผู้เขียนยังเด็ก ตำราเรียนวิชาสังคมศึกษาระบุไว้ให้ท่องว่า “สังคมไทยคือครอบครัวขยาย” เราอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ซึ่งนั้นคือเมื่อ เกือบ 40 ปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันนี้ ยังเป็นเช่นนั้นหรือไม่?
และเมื่อเราเติบโตไปจนถึงวัยทำงานที่พร้อมใช้ชีวิตด้วยตนเองได้แล้ว เรายังอยากใช้ชีวิตกับพ่อแม่อยู่หรือไม่?
สำหรับผู้เขียน นี่คือหนึ่งคำถามสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สังคม และการเตรียมพร้อมอย่างแท้จริงสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่ประเทศไทยของเรากำลังจะมีสัดส่วนประชากรสูงวัยอายุเกิน 65 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2576 นี้ เรากำลังเดินทางไปสู่ชีวิตโลกยุคดิจิทัลที่คำว่าค่านิยม แนวคิด เทรนด์ เปลี่ยนได้รายวินาที เราอยู่ในโลกที่เด็กรุ่นลูกสามารถสื่อสารได้หลายภาษา มีตัวตนในโลกออนไลน์ได้อีกหลายตัวตน เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจการเงินที่ร้อนแรงสามารถพุ่งทะยานและถดถอยได้ในช่วงเวลาข้ามคืน และเราอยู่ในสภาวะข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก การเสพสื่อมีอิทธิพลต่อการสร้างตัวตนของคนรุ่นใหม่ การใช้ชีวิต การทำงาน การมีชื่อเสียง และการตัดสินใจสำคัญในหลายๆ เรื่อง การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั้งเด็กวัยเรียน และวัยทำงานสร้างครอบครัวมีความซับซ้อน มีเรื่องราวมากมายให้ต้องตัดสินใจ
แต่ท่ามกลางชีวิตที่เหมือนจะวุ่นวายของคนรุ่นใหม่นั้น
พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ยังคงเป็นหลักยึดในชีวิตของพวกเขาเสมอ
จากภาพยนตร์เรื่อง Return to Reset: เมื่อชีวิตย้อนเวลากลับไป (ไม่)ได้? ผลงานที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2567 เราได้เห็นฉากเปิดเรื่องปะทะคารมณ์ระหว่างคุณย่าเนรัญชรา และมิรินหลานสาว ในความไม่เข้าใจกันกับกิจกรรมสื่อออนไลน์ที่มิรินทำ ในขณะที่คนรุ่นย่าคาดหวังให้หลานสาวตั้งใจเรียน เรียบร้อยอยู่ในโอวาท แต่หลานสาวกลับกำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวตนมีความมั่นใจในแบบเด็กรุ่นใหม่ กล้าพูด กล้าแสดงออก แต่ยังอยู่ในบริบทของการเคารพสิทธิการดูแลของผู้ใหญ่ไม่ล้ำเส้น แน่นอนว่าเมื่อเกิดการลุกขึ้นมาท้าทายด้วยความคิดและคำพูดจะทำให้คนรุ่นปู่ย่ารู้สึกไม่พอใจ เพราะนั่นไม่ใช่วิถีพึงปฏิบัติของคนเจนเนอเรชั่นเบบี้บูมและเอ๊กซ์ตอนต้น โดยเฉพาะสังคมไทยที่ตีกรอบไว้ชัดเจนว่า เด็กห้ามเถียงผู้ใหญ่ แต่การรับฟังอย่างเข้าใจ และเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในช่วงวัยและยุคสมัย คือสิ่งสำคัญมากกว่าในการสร้างพื้นที่ของคนต่างรุ่นต่างวัยให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
เมื่อคุณย่าเนรัญชราได้รับพรวิเศษให้ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรในชีวิต หนึ่งในสิ่งที่ย่าเลือกทำ คือ การทำความเข้าใจหลานสาว การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นย่าที่รับฟังและพร้อมสนับสนุนสิ่งที่หลานทำ แต่ไม่ปล่อยปละละเลย ผลของการเปลี่ยนวิธีคิด คือ การเปิดพื้นที่กิจกรรมร่วมกันในบ้าน และสร้างความสุขเล็กๆให้เกิดขึ้นได้ สิ่งนี้สะท้อนต่อไปยังการอุดช่องว่างระหว่างวัยในบ้าน และในพื้นที่ต่างๆทางสังคมว่า การเปิดใจรับฟังนั่นคือหัวใจสำคัญของทุกเรื่อง และมิใช่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องทำความเข้าใจคนรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่คนรุ่นหลังที่ควรทำความเข้าใจผู้สูงอายุด้วยว่า พวกเขาเดินทางมายาวนานกว่าเราจริงๆ ด้วยประสบการณ์ชีวิต และสภาพร่างกายที่ถูกใช้มามากกว่าเรา
พวกเขาอาจแบกความหวังความฝันที่อยากทำแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ หรือทำไม่สำเร็จ ความฝันและความหวังนั้น เลยอยากมาฝากไว้ที่เรา
พวกเขาอาจเคยผ่านความเจ็บปวด ผิดหวัง ล้มเหลวในเรื่องที่ไม่ได้เล่าให้เราฟัง แต่ความเจ็บปวดนั้นมากจนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับเรา จึงพยายามคัดค้านสิ่งที่เรากำลังจะเดินตามรอยพวกเขา
พวกเขาอาจมีความเสื่อมถอยในเรื่องกาย การได้ยิน การเปล่งเสียง การจดจำ การเคลื่อนไหว หรือความสามารถพื้นฐานอื่นๆในร่างกาย ที่เขาเองก็ยังทำใจรับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ แต่พวกเขายังอยากเป็นคนเก่งคนนั้น เป็นที่พึ่งให้ลูกหลาน พวกเขาจึงโมโหหงุดหงิด เพราะให้อยากให้ลูกหลานเห็นความอ่อนแอนั้น
พวกเขายังคงอยากให้เราเห็นคุณค่าของพวกเขา พวกเขายังต้องการความรักและการโอบกอดด้วยความห่วงใย แต่เส้นใยบางๆระหว่างวัย และกาลเวลา อาจขวางกั้นเรื่องเล็กน้อยที่เราทำให้กันได้ แต่หลงลืมมองไม่เห็นกันไป
พวกเขามีเวลาที่เหลือน้อยลงและไม่มีใครรู้ว่ามีเหลืออยู่เท่าไหร่ พวกเขากังวลว่า ยังเตรียมอะไรให้ลูกหลานไม่เรียบร้อย หากต้องจากลากันไปก่อน จึงพยาบามทุกทางที่จะบอกสอน ย้ำๆซ้ำๆทุกวัน จนเราลูกหลานอาจอึดอัดใจไม่เข้าใจ
และด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่ ทุกสิ่งที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายของเรา หรืออาจเป็นผู้สูงอายุที่ปรารถนาดีต่อเราในสังคม พยายามทำให้คนรุ่นลูกหลานอยู่นั้น คือความหวัง ความฝัน ความปรารถนาที่อยากให้เรามีชีวิตดีกว่าที่พวกเขาเป็นทั้งสิ้น
เมื่อเราเข้าต่างใจ เราอาจพร้อมที่จะอุดช่องว่างระหว่างกัน หรือเราอาจเลือกปล่อยช่องว่างให้เป็นพื้นที่ความสบายใจระหว่างกัน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของคนต่างรุ่นต่างวัยนั้น เป็นไปได้ด้วยความฝัน ความหวังความรัก ความสุข เป็นพลังชีวิตของกันและกันอย่างยั่งยืน