การเตรียมพร้อมสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดของประเทศไทยด้วยแนวคิด Aging (Happily) in Place
Home มีความหมายมากกว่าคำว่า บ้านหรือที่อยู่อาศัย แต่คำว่า Home นั้น มีความหมายเชิงความรู้สึกอันหมายถึงพื้นที่ปลอดภัยและอบอุ่นใจที่เราสามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข พื้นที่ที่เมื่อเราเหนื่อยล้าก็กลับมาพักพิงได้ “จะดีไหมถ้าเราทุกคนมีพื้นที่อบอุ่นปลอดภัยนั้นเป็นของเราเอง ที่ที่พร้อมให้เราได้อยู่อย่างมีความสุขไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต?”
จากภาพยนตร์เรื่อง Return to Reset: เมื่อชีวิตย้อนเวลากลับไป (ไม่) ได้?ผลงานที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ 2567 เราจะได้เห็นภาพธรรมดาแต่แฝงไปด้วยความหมายสำคัญในเรื่องคือ บ้านหลังเดิมที่เนรัญชรา นางเอกของเรื่องอยู่อาศัยมาตั้งแต่แต่งงาน บ้านที่ร้อยเรียงไปด้วยเรื่องราวสุขและทุกข์ บ้านที่ถูกเติมเต็มด้วยชีวิตของลูกหลานมาให้อบอุ่นใจเสมอ ในวันที่เกิดปัญหาหนักหนาสาหัสเพียงใด บ้านหลังนี้ก็เป็นที่รอคอยการกลับมาให้ได้พักพิงอยู่เสมอ เนรัญชราเป็นภาพแทนของคนรุ่นพ่อแม่หรือผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่ยุคปัจจุบันที่ทำงานเก็บเงินซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้ และมีแรงกำลังในการปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในวัยที่เปลี่ยนไป เช่น การปรับสภาพห้องนอน ห้องน้ำ พื้นทางเดินและภูมิทัศน์รอบบ้านให้ร่มรื่น ส่งผลสำคัญต่อการมีสุขภาพกายและใจที่ดี และการมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีความสุข
แต่การมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตัวเอง บ้านที่ปลอดภัยและอบอุ่นกลับไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่ายในชีวิตของใครอีกหลายคน ในสังคมไทยเรายังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่ประสบปัญหาการไม่มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและปลอดภัย ผู้สูงอายุที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเปราะบางและยากจน นอกจากไม่มีบ้านที่อยู่อย่างเหมาะสมและปลอดภัยแล้ว ยังประสบปัญหาสุขภาพอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายของประเทศที่จะต้องแก้ปัญหาในการจัดหาที่อยู่อาศัย การจัดหากำลังคนในการดูแลสุขภาพ และหันกลับมาเตรียมพร้อมผู้สูงอายุรุ่นใหม่ให้เห็นความสำคัญของการมีบ้านของตนเอง
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ และเราต้องเตรียมพร้อมด้วยเช่นกัน!
จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทำงานร่วมกับกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะที่ปรึกษาโครงการติดตามและประเมินแผน/การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพม. ทั้งในระดับประเทศและลงติดตามในระดับจังหวัดทั่วประเทศมาเป็นเวลาต่อเนื่องเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา พบว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพม. ระดับจังหวัดที่ลงพื้นที่ทำงานนั้น ทำงานกันอย่างหนักหนาสาหัสในการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางทั้งผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งต่อมาในช่วงหลังสองกลุ่มนี้กำลังมีแนวโน้มเป็นกลุ่มเดียวกัน คือ ผู้สูงอายุที่พิการด้วยอันเนื่องมาจากความแก่ชราและการมีสุขภาพเสื่อมโทรมลง ปัญหาความท้าทายของประเด็นนี้ คือ การที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดมีความยากจน ไม่มีรายได้ และสุขภาพไม่ดีพอที่จะยังคงทำงานหารายได้ ขณะที่ลูกหลานมีภาระในการทำงานหาเลี้ยงชีพและไม่สามารถดูแลได้ต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ งบประมาณไม่เพียงพอ แม้กระทรวงพม.จะมีแนวทางส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในสังคม จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุให้เป็นศูนย์กลางการส่งเสริมความรู้และสร้างพื้นที่กิจกรรม รวมถึงจัดหาและฝึกอบรมอาสาสมัครหมู่บ้าน (อพม.) เพื่อเข้ามาช่วยดูแลผู้สูงอายุในชุมชน แต่จำนวนกำลังคนที่จะเข้ามาในต่างจังหวัดส่วนมากเป็นผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60 ตอนต้น) ซึ่งมีกำลังความสามารถจำกัดเช่นกัน แม้จะมีการเปิดอบรมทักษะอาชีพการเป็นนักบริบาลผู้สูงอายุ แต่ยังไม่เพียงพอต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และแม้จะมีงบประมาณเข้ามาช่วยในการซ่อมแซมบ้าน แต่ยังไม่ครบถ้วนทุกพื้นที่ ดังนั้น แนวทางที่เป็นไปได้และยั่งยืนจึงเกิดจาก “การที่ผู้สูงอายุจะมีความสามารถในการดูแลตัวเอง ยืดอายุการมีสุขภาพดีไปให้นานที่สุด ครอบครัว เพื่อน และชุมชนสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันได้ดี และประการสำคัญ คือ ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในบ้านของตนเองไปได้เรื่อยๆอย่างมีความสุขจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต”
Aging (Happily) in Place อยู่ให้สุขในบ้านที่ปลอดภัยและอบอุ่น
ในยุคหนึ่งนักประชากรศาสตร์นักสังคมศาสตร์เคยคิดว่า การที่ผู้สูงอายุมีภาวะ “ติดบ้าน” นั้นไม่ดี เพราะเป็นการดึงถอยห่างจากการเข้าสังคม นำมาสู่ภาวะโดดเดี่ยวซึมเศร้าและ “ติดเตียง” แต่หากพิจารณาจากบริบทของโลกปัจจุบัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารไม่ทำให้เราโดดเดี่ยวได้หากเราไม่ขาดการติดต่อกันไป เพียงแต่เราควรเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ติดบ้าน” ให้เป็นการติดบ้านอย่างมีความสุข เริ่มจากการส่งเสริมให้ทุกคนมีบ้านเป็นของตัวเอง ซึ่งบ้านในความหมายนี้ คือที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ บ้านที่สะอาดถูกสุขอนามัย มีห้องน้ำที่ปลอดภัย รวมถึงบ้านที่ผู้สูงอายุไม่ถูกทิ้งจากลูกหลานและสังคม รวมถึงไม่เป็นอันตรายจากการถูกละเมิดร่างกายทำร้ายได้ บ้านในความหมายนี้ จึงรวมถึงบทบาทของชุมชนและสังคมที่จะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งด้านกายภาพสิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง สภาพแวดล้อมที่สะอาดอากาศสดใส มีระบบการดูแลสุขภาพในพื้นที่ และสมารถใช้เทคโนโลยีในการติดตามดูแลการใช้ชีวิตและปัญหาสุขภาพต่างๆ รวมถึงด้านสังคมและทัศนคติต่อผู้สูงอายุ รู้จักใส่ใจดูและกันและกัน ให้ชุมชนและสังคมเป็นครอบครัวใหญ่ๆ เป็นบ้านหลังใหญ่ที่พร้อมดูแลกันและกัน เพราะผู้สูงอายุรุ่นถัดไปส่วนหนึ่งอาจไม่มีลูกหลานของตัวเองคอยดูแล แต่สมาชิกชุมชน เพื่อนบ้าน จะกลายเป็นสมาชิกครอบครัวใหญ่ในบ้านที่จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยดูแลกันได้ดีที่สุด
ติดตามผลงานและเบื้องหลังของ Return to Reset ได้ที่
– YouTube: Return to Reset (https://youtube.com/playlist?list=PLhBnFUqXsjnigdLOyGQCF7RrsUangSouG&si=L8qXQl6OSaFRBaWf)
– เว็บไซต์กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์: www.thaimediafund.or.th
อ้างอิง
Ratnayake M; LPCMH; ATR; NCC;1; Lukas S, Brathwaite S, Neave J, Henry H; BS-c;5. Aging in Place:: Are We Prepared? Dela J Public Health. 2022 Aug 31;8(3):28-31. doi: 10.32481/djph.2022.08.007. PMID: 36177171; PMCID: PMC9495472. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9495472/